MOVIES

เหอะๆๆๆ

อิฮวนอยากจะรำถวายเทพเจ้า เซิ้งสไมล์ วายกระเจิง

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

วายครองโลก เหอะๆๆๆๆๆๆ กรูไม่รุ้หรอกว่ะ ว่าด้วยเหตุผลกลใด อยากจะพุดอะไรก้พุดกันไปก้แล้วกัน อยากจะแอนตี้ อยากจะว่าไงก็เชิญเถอะ เพราะเท่าที่รู้ หนังก้คือหนัง และถึงจะมีคนค่อนขอดว่าที่เต๊ะอีรับเรื่องนี้นั้น สิ้นท่าอย่างสิ้นเชิง แต่ขอบอกว่ากรูมีความสุขอย่างแรง อย่าจำกัดว่าหนังแนวนี้ คนรับจะต้องสิ้นคิดเท่านั้นได้ไม๊วะ เพราะเท่าที่กรูดูมา มันมีเนื้อเรื่อง น่าดูซะกว่าหนังน้ำเน่าที่ออกมาเป็นหมื่นเป็นแสนเรื่องซะอีก

เดาไม่ผิดรุ้สึกว่าเรื่องจะเป็นแนวคอมเมอดี้ ไม่เครียด สไตล์ F17 เพราะไดเร้กเตอร์ให้เหตุผลว่า อย่ามองชีวิตของพวกเขาในด้านที่มีแต่ปัญหา เพราะจริงๆแล้ว ปัญหาไม่ได้เกิดจากพวกเขา แต่เกิดจากเรามากกว่ามันก้แค่คนธรรมดาที่มีชีวิตและความรักเหมือนๆกับทุกคน เออว่ะ!

เค้าว่าเรื่องมันจะเป็น F17 ปะทะ miss conginality (กรูเขียนถูกไม๊วะ ?) เต๊ะเป็นผู้ชายปรกติมีแฟนเรื่องมากอยู่ 1 คน ที่คบกันไปแบบก็ไม่รู้ทิศทางชีวิต และแล้วก้เกิดเหตุเมื่อจำเป้นต้องหาเงินอย่างด่วนจี๋มาใช้หนี้ที่บานเบิก สิ้นไร้หนทาง ไปเห็นป้ายประกาสประกวดเกย์ เงินรางวัล10 ล้านเข้าให้ หน้ามืดก็เลยตัดสินใจประกวด โดยมีเพื่อน(นายเอก) เป็นคนยุ "นายไม่บอกใครมันจะมาตรัสรู้วะว่านายไม่ใช่เกย์จริงๆ มันก็เหมือนๆกันหมดทั้งนั้น" แล้วก้ได้นายเอกเป็นคนคอยช่วยทุกอย่าง โดยไม่รู้เลยว่านายเอกแอบชอบตัวเองอยู่ เรื่องยุ่งขึ้นเมื่อในงานเดียวกันนั้น ก็มีตำรวจอีกคนปลอมตัวมาประกวดเพราะสืบทราบว่าจะมีคนร้ายปลอมมาประกวดและก่อเหตุวางระเบิดในงาน ระหว่างตำรวจที่ปลอมมาหาระเบิด และคนร้าย ผู้ชายแท้ๆที่ปลอมมาประกวดเพราะอยากได้เงิน และเกย์แท้ๆที่ปลอมเป้นผู้ชาย เพื่อขอให้ได้เป้นเพื่อนกับคนที่ตัวเองรัก เหอะๆๆๆ...... อย่าเพิ่งเชื่อนะ เพราะนี่ไปหาอ่านมาจากตามบล๊อกจีน ที่ใช้เครื่องแปลช่วย จับใจความมาได้เท่านี้อ่ะ หนังเข้าเดือนหน้าแหละมั๊ง ไม่แน่ใจว่าวันที่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ยอดโหลด triller ก็พุ่งใช้ได้ และเริ่มมีบล๊อกพูดถึงหลายบล๊อกแล้ว

นายเอก บ้องแบ๊ว ชื่อ เฉิง คังถัง (มั๊ง ฮ่าๆๆๆๆ อ่านไม่ออก เดี่ยวไปหาทีหลัง) เค้าโปรโมทว่าเป็น lee jun ki แห่งไต้หวัน ไม่ได้สวยหวาน แต่จุดเด่นที่ตาหนูแป๋วแหว๋ว และซื่อๆ น่ารัก

พระเอกแน่นอนค่ะ เต๊ะ ศตวรรษ

ฉากตอนความแตก (เค้าว่างั้นนะ ไม่รุ!)

หึๆ ใครว่าแค่วายเดะๆ ม่ายค่ะ ม่ายยยยย

ตายซะมั๊งกรู อกแตกตายด้วยความอยากดู

งานนี้ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่บอกตรงๆว่านับวันถอยหลังแล้ว

ดูเล่น....

http://s62.photobucket.com/albums/h118/hyuan/?action=view&current=g-boys.flv

ช่วงนี้เซ็ง หาหนังซีรี่ย์มาดูหลายเรื่อง คิมซัมซูง สนุกสุดๆด้วยเนื้อเรื่อง และการเดินพล๊อต ที่น่าติดตาม เรื่องไม่น่าเบื่อตลอด 16 ตอน ไม่มีเรื่อยเฉื่อยยืดเรื่องให้รำคาญแต่คงสู้ goong ที่กำลังฉายลำบากเพราะตัวแสดงมันเป็นผู้ใหญ่ กว่า และแรงโปรโมทน้อยกว่า คิดดู ขนาดที่บ้านนอกอย่างบ้านฮวน เรื่องกุงยังขึ้นอันดับท็อปเท็นขายแหลกทุกร้าน ก้อ่ะนะ....

อีกเรื่องที่ดู เป็นหนังไต้หวัน It start with a kiss ไม่ขอคอมเม้นท์ เอาไว้พูดยาวงวดหน้าแล้วกัน ที่แน่ๆ ต้องใช้คำว่าทนดูจนจบ 20 แผ่นได้ ก้เพราะพระเอกคนเดียวเท่านั้นจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ส่วน เรื่องที่เค้าฮือฮากัน ศึกน้ำเน่า ระหว่าง โพนี่ และ จอนนี่จูเนียร์ ในรายการมิวสิคสเตชั่น ที่กีต้าร์ของทาจิบานะ เคตะ หักหน้าตาเฉยก่อนออกแสดงแค่ไม่กี่นาที โดยไม่มีใครสามารถอธิบายได้ และคนที่ให้ยืมกีต้าร์ขึ้นแสดงคือวงศิลปินรุ่นพี่ระดับบิกเบิ้มของญี่ป่น ซึ่งเป็นวงเดียวในรายการตอนนั้น ที่ให้ความช่วยเหลือด้วยเพราะอิทธิพลมืดไม่สามารถรบกวนศิลปินระดับนี้ได้ เหอะๆๆๆ เรื่องนั้น เค้าเม้าท์กันแซ่ดสุดฤทธิ์ค่ะ ขนาดเด็กจอนนี่ที่โน่น ยังเริ่มเสียงแตกเลย ไว้งวดหน้าค่อยพูดถึงแล้วกัน แต่มันส์ดี น้ำเน่ายิ่งกว่าหนังอีก ฮ่าๆๆๆๆ ตลก

จิน กรูอยากดูจิน อยากดู anego อยากดูๆๆๆ จินของเจ๊ อยากดูๆๆๆๆๆๆๆ

ไปละ มีข่าวอะไรเกี่ยวกับ G-boys จะมาอัพตลอดแล้วกัน วันนี้ไปก่อน ทำงานดีกว่า

บ๊ายบาย ขอความวายจงอยู่กับคุณ!!


edit @ 2006/12/09 15:39:35

เมื่อเสาร์ก่อนๆๆโน้นทีวีว่าง ที่บ้านไม่ดูหนังเพราะไม่มีอะไรจะดู555+ (ตอนนี้มีดูแล้ว ดูน้องต๊ะ เอิ๊กอ๊าก!)เลยได้หยิบDVDหนังเรื่องนี้มาดู เพื่อนให้ไว้มานานแล้ว แต่เพราะเป็นคนขี้เกียจดูหนังเลยผลัดวันมาหลายหน เสียใจ รู้งี้กูดูซะนานแล้ว หนังเกาหลี ที่เพื่อนซื้อมาเพราะลีจุนกีเล่น คำนิยามหนังบอกว่าเป็นหนังวัยรุ่น ไอ้เราก็เออเร่อร์หนังวัยรุ่นปัญญาอ่อนของเกาหลี ก็เลยไม่ได้สนมากนักแต่พอเอามาเปิดดู ให้ตายสิวะ! นี่กรูพลาดมหันต์ที่ไม่ดูแต่แรก! ทำไมมันถึงดีอย่างนี้วะเนี่ย! นี่หรือ หนังวัยรุ่นธรรมดาที่กรูไม่เคยได้ยินชื่อเรื่องมาก่อนแถวๆเทศกาลหนังที่ไหน ? ไม่เคยดูหนังวัยรุ่นเรื่องไหนที่ให้ความรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน

มันย้อนคิดถึงตัวเองสมัยก่อนเลย เรียน ม. 6 เอ็นทรานซ์ ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆตัวเองอยากเป็นอะไร ไม่รู้ค่าของเงิน มองชีวิตอย่างง่ายๆ เป็นเด็กที่คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ ตอนที่พ่อแม่บอกว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองต้องการอะไร ?

Flying Boy เป็นหนังที่ตัวแสดงทุกตัว มีมิติ มีความเป็นมนุษย์ ไม่ได้นำเสนอสิ่งที่ต้องการแบบตรงๆ เท่อๆ ด้วยพล๊อตเบสิกของหนังวัยรุ่นทั่วๆไปที่ว่าเด็กกลุ่มหนึ่ง ต้องเลือกทางของตัวเองในช่วงเอ็นทรานซ์ การเติบโตและก้าวเป็นผู้ใหญ่ พล๊อตง่ายๆแค่นี้ ที่ไหนๆ เรื่องไหนๆก็ใช้กันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะเสนอมาแบบตลกขบขัน หรือว่า ดราม่า แต่เรื่องนี้นำเสนอทุกอย่างครบรส ทั้งร้องไห้ ทั้งหัวเราะ ครบทุกอย่าง ในเรื่องนำเสนอทุกมุมมองของคน ของชีวิตที่เยอะแยะตาแป๊ะไก๋ ทุกประเภทที่มีในโลก ทั้งเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย เด็กเรียน เด็กเกเร เลสเบี้ยน ทอมบอย เกย์ กระเทย ผู้ชาย ผู้หญิง ป้าลุงแก่ๆ ฯลฯ ครบหมดมาสุมรวมอยู่ในเรื่องเดียว เพราะนี่คือผู้คนที่มีอยู่จริงในสังคมจริงที่คนเราต้องผเชิญเมื่อเติบโต ไม่ได้กล่าวถึงใครเป็นพิเศษ ทุกคนแค่ดำเนินชีวิตร่วมกันเท่านั้น มีจุดเชื่อมร่วมกันจุดเดียวก็แค่ คอสเรียนบัลเล่ต์คอร์สสั้นๆ 1 คอร์สที่ทุกคนมาเรียนด้วยเหตุผลต่างกัน แต่มันกลับทำให้เด็กกลุ่มหนึ่ง เรียนรู้ที่จะเติบโต จากชีวิตของคนอื่นๆในคอร์ส ก็แค่ชีวิตของทุกคนที่แตกต่างกันไปในเรื่อง ไม่มีฮีโร่ ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นนางเอก มีแต่คนธรรมดาที่มีทั้งจุดดีและจุดด้อย ทำผิดพลาดได้ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขมันได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการเติบโตของคนทุกคนบนโลกนั่นเอง

การเอ็นทรานส์ที่สุดแล้ว มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่การใช้ชีวิตบนโลกอย่างเข้าใจถ่องแท้ต่างหากที่สำคัญกว่าคนเราถ้าจะมีชีวิตอย่างมีความสุขบนโลก สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือหาทางที่จะยอมรับและมีความสุขกับการดิ้นรนใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่นักวิจารณ์หนัง ก็เลยไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกดีๆยังไง รู้แต่ว่ามันเป็นหนังที่อยากจะดูอีก ไม่ใช่เพราะน้องไก่เลย น้องเล่นเป็นแค่คนๆหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในเรื่อง แต่เพราะตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างหากที่ทำให้คิดถึง อยากดูอีก ต้องไปหาดูเองแล้วจะเข้าใจ ทำไมบ้านเขาถึงทำหนังวัยรุ่นได้ดีขนาดนี้วะเนี่ย ถ้าบ้านกูมีหนังดีๆ ดูง่ายๆ แบบนี้แค่สักสาม สี่ เรื่องต่อปี หนังไทยคงไปโลด ๆๆๆๆ

ลงไปยังวะ? ช่างเฮ๊อะ จำไม่ได้ ลงใหม่แล้วกัน 555 แต้งส์หลายๆ kikiจัง จากบอร์ด junkilover เด้อ

ไปยืนอ่านหนังสือฟรีที่ร้าน (อีกแล้ว!) หลังจากเพิ่งซื้อ bioscobe ไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ยังคงเป็นหนังสือที่ดีมากเหมือนเดิม อ่านได้ตลอดเล่มโดยไม่รู้สึกว่าถูกชี้นำ ....เอิ่ม ว่าแต่.. น้องกรู.. ไบโอสโคป...... จ่ายตังค์เอ็งค่าบทความครบอ๊ะยังวุ๊ย ? (5555+ ล้อเล่งน่า..... แต่ว่า ถึงรักหนังเหมือนกัน แต่ทำงานให้ก็ต้องจ่ายตังค์นะคะ.. แค่คำขอบใจมันแดร๊กไม่ได้ค่ะ วะฮู้ กรี๊วๆๆ )


เข้าเรื่องๆ เจอหนังสือหนังเล่มหนึ่ง Thumbup ฉบับที่ 1ปี 49 หน้าปกหนังเรื่อง โคตรรักเอ็งเลย ( กำลังคิดอยู่ว่าจะไปดูดีไม๊ ? เพราะเนื้อเรื่องหนังน่าสนใจ แต่ไม่ชอบคนกำกับ และคนเขียนบท 555+ ส่วนตัวไปไม๊วะ ? ไม่เกี่ยวเลยเนาะ ) เปิดเข้าไปเจอสกู๊ปชื่อ "ที่ไหนมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์" แล้วเอาช็อตหนึ่งของหนังเกาหลีเรื่องต่างๆ ที่คิดว่าเกี่ยวกับหัวข้อ มาตีความ เอาเรื่อง king and the clown มาด้วยเลยลองอ่านดูว่าจะคิดเหมือนเราไม๊ ? ปรากฏว่า... ไอ้เรื่องความคิดนั้นไม่จำเป็นต้องตรงกันหรอกแต่ว่า ช็อตที่เอามา บทพูดในหนังมันก็ช่วงเดียวกัน ตอนเดียวกัน ไหงบทพูดมันคนละเรื่องเดียวกันขนาดนั้นวะ...เอิ่ม ?
ที่จำได้ก็เพราะมันเป็นฉากประทับใจเหมือนกัน ฉากที่กงกิรถูกทางคณะขายให้เศรษฐีบ้ากามบ้านนอกเพื่อแลกกับข้าวของคนในคณะแค่มื้อเดียว จางเซ็งเข้าขัดขวางเต็มที่เพราะความเห็นของจางเซ็งก็คือพวกเขาเป็นนักแสดง ทุกอย่างแลกด้วยฝีมือ เขาพยายามแสดงอย่างเต็มที่เพื่อแลกอาหาร แต่ไอ้เศรษฐีบ้ากลับไม่สนใจการแสดงนอกจากนั่งจ้องกงกิรตาเป็นมัน อีกอย่างจางเซ็งก็รักกงกิรด้วย ดังนั้นก็ไม่สามารถทนเห็นกงกิรถูกขายเป็นเครื่องมือทางอารมณ์ เพียงเพราะไม่มีปากมีเสียงและจนเหลือแสนได้ ดังนั้นแม้จะถูกหัวหน้าคณะต่อยตีจนเลือดกลบ จางเซ็งก็ดั้นด้นไปช่วยกงกิรออกมาได้หวุดหวิด ทันทีที่เห็นจางเซ็ง กงกิรก็รีบใส่เสื้อผ้า และคนที่เดินเข้ามาถอดหน้ากากตัวนางออก ก็คือจางเซ็งเองตอนนั้นน้องกงกิรหลับตาปี๋ สภาพเหมือนคนอดกลั้นเต็มที่และไม่อยากให้จางเซ็งเห็นสภาพตัวเองอย่างนั้น บทพูดตอนนั้น...
จางเซ็ง : ลุกขึ้น (ดึงแขนกงกิรให้ออกไปจากห้อง)
กงกิร : เจ้ารีบไปซะ (ใส่เสื้อแล้วหันหลังให้จางเซ็ง ไม่ยอมลุกออกไป )
จางเซ็ง : (ยืนมองนิ่ง แล้วทรุดลงนั่งข้างๆ) ได้ ! งั้นเราก็ตายมันด้วยกันที่นี่ล่ะ
กงกิร : (หันกลับมามองจางเซ็ง น้ำตาคลอเบ้า หน้าตาโกรธนิดๆที่จางเซ็งไม่ยอมไป)

ไปคนละคำกับในหนังสือเลยว่ะ แต่สาบานได้ว่าถึงภาษาอังกฤษฮวนจะง่าวปานใด แต่ประโยคมันไม่มีทางเป็นอย่างที่หนังสือลงไว้แหงแซะ มันไปเอามาจากไหนวุ๊ย ?
นัยความหมายที่อยู่ในฉากตามความคิดของฮวน ขณะกงกิรกำลังถูกลวนลาม มีการเอาหน้ากากตัวนางมาปิดหน้าเอาไว้ เหมือนให้รู้ว่า สิ่งที่ทำ ไม่ได้มาจากใจของกงกิร เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่กงกิรกำลังฝืนแสดงเพื่อแลกกับอาหารเท่านั้น เหมือนกับที่จางเซ็งพยายามแสดงอย่างเต็มที่เพื่อแลกเงิน แต่ทันทีที่จางเซ็งเดินเข้ามา เขากระชากหน้ากากนั้นออกทันทีเพื่อเป็นนัยว่า การแสดงนั้นจบแล้ว นักแสดงย่อมมีขีดจำกัดของการแสดง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่กงกิรควรจะแลกเลยอย่างที่จางเซ็งพูด ยามที่อยู่ต่อหน้าจางเซ็ง กงกิรคือกงกิรไม่ใช่ตัวนางที่ทุกคนหลงไหล เพราะบทละครตลกที่กงกิรแสดงล้วนเป็นบทผู้หญิงก๋ากั่นพูดเรื่องใต้สะดือคล่องปากเป็นเหมือนโสเภณีในสมัยนั้น ตรงข้ามกับตัวจริงของกงกิรที่ทั้งเงียบไม่มีปากมีเสียง อ่อนโยนและหัวอ่อน ที่กงกิรไม่ยอมลุกออกไปไม่ใช่แค่เพราะกลัวว่าทุกคนจะเดือดร้อนด้วย แต่สิ่งที่กงกิรกลัวที่สุดคือกลัวจางเซ็งจะถูกทุบหนักกว่าเดิมต่างหาก เพราะพอกงกิรไม่ยอมไป จางเซ็งลงนั่งข้างๆบอกว่าจะตายด้วยกัน กงกิรถึงหันมาทำตาแดงๆ แล้วหลังจากนั้นถึงได้ยอมให้จางเซ็งพาหนีออกมา เป็นฉากแรกที่ทำให้รู้ว่าสองคนมันรักมันห่วงกันแค่ไหน ยอมรับว่าไม่สามารถมองนัยความหมายไปในเชิงการเมืองปากท้องได้ในตอนนี้เลย ช่วงที่พูดถึงมันน่าจะเป็นช่วงก่อนที่กงกิรจะตัดสินใจเดินมาหาไอ้เศรษฐี แต่ในซีนนี้ดูยังไงก็กำลังเล่าถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนมากกว่านะ ฮวนว่า.....
ฉากที่สองที่หนังสือยกมา ฉากจูบที่พระราชาขโมยจูบจากกงกิรตอนที่น้องเมาหลับไม่ได้สติ หนังสือวิจารณ์ว่าเกิดขึ้นหลังจากที่พระราชารู้ว่ากงกิรหลงรักจางเซ็ง (?) ก็เลยแสดงความเป็นเจ้าของ ครอบครองแม้เพียงร่างกายก็ยังดี (???)
เรอะ! ? เอ่อ... แต่ฉากนั้นเกิดขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์สังหารขุนนางที่คิดลอบฆ่ากงกิรในงานฉลองการมอบตำแหน่งของกงกิร ซึ่งก่อนหน้านั้น กงกิรแสดงความจำนงค์อย่างแรงกล้าที่จะขอออกจากวัง ไม่ยอมรับตำแหน่ง แต่พระราชาไม่ยอม ในเหตุการณ์นั้นคนที่โดนสังหารกลับเป็นเพื่อนร่วมคณะของกงกิรที่เข้ามารับลูกธนูแทน ก่อนที่ขุนนางผู้ก่อการจะถูกพระราชาฆ่า ได้กล่าวประนามความทรราชของราชาออกมาอย่างกล้าหาญ และคำพูดนั้นเองที่องค์ราชาเก็บมาเล่นกับกงกิร ความรู้สึกในฉากนั้น เหมือนองค์ราชา จะหวังเพียงกงกิรคนเดียวที่ไม่เห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทำลงไปเป็นความผิด แต่กงกิรก็กล่าวประนามคำเดียวกันนั้นทั้งน้ำตานองหน้าแสดงความรู้สึกเสียใจ อัดอั้นอย่างแท้จริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นออกมา ก่อนจะฟุบหลับไป
ดังนั้นฉากจูบของพระราชามันเหมือนแสดงความกดดันทางอารมณ์มากกว่าที่จะเป็นแค่ความหึงหวงตื้นๆอย่างนั้น เหมือนพระองค์รู้ว่ากงกิรเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนทำ และยังคงต้องการจะไปจากพระองค์ แต่ที่ยังอยู่ก็เพราะกล้ำกลืนอยู่ด้วยความความสงสาร ดังนั้นจึงแสดงออกด้วยการจูบ บอกให้รู้ว่าพระองค์เห็นกงกิรสำคัญกับพระองค์มากและไม่ต้องการขาดกงกิรไปในเวลาที่ชีวิตกำลังใกล้ถึงจุดพลิกผันแบบนี้
สรุป... นี่ท่าจะเอาบทความจากต่างประเทศแถวไหนมาแปลล่ะสินะ มันถึงได้แหม่งๆแบบนี้ เพราะถ้าดูหนังด้วยตาตัวเอง ฮวนว่าไม่น่าจะเห็นเป็นงั้นนา ถ้าเป็นนักวิจารณ์ถึงขั้นเขียนหนังสือหนังขายจริงๆ king and the clown ไม่ใช่หนังดูยากเย็นอะไรเลยเมื่อเทียบกับหนังอินดี้ย์เรื่องอื่นๆของเกาหลี โง่ๆอย่างฮวนยังพอจะดูรู้ความ แล้วไหงมันถึงกลายเป็นงั้น วันหลังเอาเรื่องของใครเขามาแปลก็บอกไปเลยดีกว่าว่าแปลมาจะได้ทำใจไว้ล่วงหน้าว่ามันต้องผิดเพี้ยน เขียนซะอย่างกับดูมาเอง คิดเอง วิจารณ์เองแบบนี้ เล่นเอางงนะเนี่ย คิดว่าดูกันคนละเรื่อง!